คุณยายกับเบาหวาน
"อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก" สำหรับผู้ที่มีภาวะร่างกายเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ที่ต้องอาศัยอินซูลินทุกวันๆ การดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนของโรคจะทำอย่างไร รวมถึงสามารถให้ความรู้ในการปฏิบัติตนเอง ให้ความรู้ในการเลือกรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทใด เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการควบคุมเบาหวาน
เบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร
สภาวะเบาหวานเกิดจากสิ่งแวดล้อม กรรมพันธุ์ ตลอดจนการกินอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุประการหลังจะพบมากกว่า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ (ปัจจุบันในทารก-เด็ก และทุกวัยมีภาวะเบาหวานได้เช่นกัน) และเป็นโรคที่เรียกว่า "เรื้อรัง" ทางการแพทย์พยาบาลถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนสูง ทั้งผู้ให้การรักษาพยาบาลและตัวผู้ป่วยเอง ตลอดจนผู้คนรอบข้างในครอบครัว เบาหวาน (DIABETES MELLITUS) พบบ่อยที่สุดในเรื่องของโรคต่อมไร้ท่อ พบว่าเพศหญิงเป็นมากกว่าเพศชาย กลไกของการเกิดเบาหวาน คือการผิดปกติในหน้าที่ของอินซูลิน ทำให้กระบวนการย่อยคาร์โบไฮเดรต (จำพวกแป้ง) ผิดปกติไป มีผลให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ไตจะเก็บกักน้ำตาลไว้ได้ จึงถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงเรียกว่า "เบาหวาน" และน้ำตาลที่กรอกออกจาก จะดึงเอาน้ำออกไปด้วย ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานถ่ายปัสสาวะบ่อยมาก เป็นผลสืบเนื่องให้เกิดอาการกระหายน้ำ คอแห้ง จึงดื่มน้ำบ่อย เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดไป และผลจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลจากคาร์โบไอเดรตไปใช้จากการผิดปกติของอินซูลิน เพื่อเป็นพลังงานของร่างกาย ร่างกายจึงดึงเอาไขมัน โปรตีนที่เก็บสะสมไว้ในเนื้อเยื่อของร่างกายมาใช้แทน ทำให้สูญเสียเนื้อเยื่อร่วมกับการขาดน้ำ ร่างกายจึงมีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อฝ่อลีบ น้ำหนักตัวลดลงทั้งที่รับประทานอาหารตามปกติอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นมีอย่างไรบ้าง
- อาการทางผิวหนัง ผลจากการมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ ทำให้น้ำตาลเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อของร่างกายเกิดอาการคั่งในอวัยวะนั้นๆ เกิดอาการคันตามผิวหนัง และติดเชื้อตามมา
- อาการทางสายตา เกิดอาการตามัว และเกิดต้อกระจกได้ง่าย ตาบอดได้
- อาการทางหลอดเลือด พบได้ทุกอวัยวะทางร่างกาย เกิดการจับตัวแน่นของเกร็ดเลือด ทำให้เกิดอาการอุดตันของหลอดเลือด ถ้าเกิดขึ้นที่ไต มีการไหลเวียนของเลือดน้อยลง ทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของไตลดลง เกิดการไตวายในที่สุด นอกจากนั้นภาวะไขมันในเลือดสูงร่วมกับการมีเกร็ดเลือดจับตัวกันทำให้เกิดการอุดตัน และตีบแข็งของหลอดเลือด พบบ่อยหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย และที่สมองเกิดอาการอัมพาตได้ และการที่เกิดร่วมกับระบบประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่เท้าและเป็นตะคริวทั้งขณะที่พักและเดิน ทำให้เกิดเนื้อตาย (GANGRENE) ได้ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เกิดสมรรถภาพทางเพศลดลง
- อาการทางเดินอาหาร พบว่ามีอาการขอดการตึงตัวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกิดอาการกลืนลำบาก อึดอัด แน่น อาการคั่งในกระเพาะอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน สะอึก มีอาการอิ่มไม่อยากอาหาร การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง มีอาการถ่ายอุจจาระเหลว เป็นๆ หายๆ บ่อย
- อาการที่มีผลกระทบทางจิตใจ และสังคม ของผู้ป่วยมากมาย" อินซูลิน " เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ถูกสร้างโดยตับอ่อน หน้าที่ของอินซูลิน คือ ควบคุมน้ำตาลภายในเลือดให้ปกติ เหตุที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เกิดจากกรรมพันธุ์และไม่ใช่กรรมพันธุ์ อันได้แก่ โรคอ้วนจากเชื้อไวรัส โรคบางอย่างเช่น คางทูม (MUMP), หัดเยอรมัน (RUBELLA), VIRUS COCCACI B ตัวไวรัสทำให้เกิดการอักเสบของตับอ่อนเรื้อรัง ความผิดปกติของฮอร์โมน ความเครียดไม่ออกกำลังกาย ตลอดจนตัวยาบางชนิดที่ต่อต้านการออกฤทธิ์ของอินซูลิน
อาการในผู้สูงอายุที่ควรสังเกตและระวัง
มีอาการซึม กระสับกระส่าย ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะออก เหงื่อออก ตาพร่ามัว ผู้สูงอายุมักพูดว่า "จะให้ฉันอดตายหรืออย่างไร นั้นก็กินไม่ได้ นี่ก็กินไม่ได้" เหล่านี้เป็นปัญหามากสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างยิ่ง ความจริงแล้วผู้สูงอายุมักรับประทานอาหารได้น้อย เมื่อทานอยากรับประทานอะไร ผู้ใกล้ชิดไม่ควรงดหรือห้ามจนเกินไป อนุญาตให้รับประทานได้ในจำนวนที่พอเหมาะ ผู้ป่วยที่ต้องใช้อินซูลิน และยาเม็ดลดน้ำตาลในเลือดทุกวัน จำเป็นอย่างยิ่งในการดูแล ควบคุมอาหาร โอกาสที่จะเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือน้ำตาลในเลือดสูงมักเกิดได้ง่าย นอกจากจะมองในเรื่องการควบคุมอาหารและยา เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ จะต้องดูแลทดสอบระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ พบบ่อยที่ผู้ป่วยได้รับยามากเกินไปหรือได้รับยาเท่าเดิม แต่รับประทานอาหารน้อยลงหรือออกกำลังกายมากกว่าปกติ หรือได้รับยางบางชนิดที่ไปเสริมฤทธิ์ของยาเบาหวาน หรือดื่มแอลกฮอล์มาก เป็นเหตุให้ตับลดการสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส อาการเริ่มต้นด้วยปวดศีรษะ ใจสั่น ตาพร่ามัว ไม่สบายตัว เกิดอาการหมดสติในที่สุด ถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวดี มีการใจสั่น ตาพร่ามัว ให้ดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ 1 แก้ว หรือให้ขนมหวานนิ่มๆ ผู้ป่วยจะได้รับน้ำตาลได้เร็ว หรือให้ทางสายยางในรายผู้ป่วยมีสายยางให้อาหารใส่อยู่ เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น ไม่หมดสติไปหรือหมดสติแล้วดีขึ้น ควรปลอบโยนชี้แจงประเมินอาการให้ผู้ป่วยรับทราบถึงสาเหตุของการหมดสติ เพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกในครั้งต่อไป แต่ถ้าอาการน้ำตาลในเลือดต่ำมากเป็นเวลานานๆ ผู้ป่วยจะมีอาการฟื้นดีขึ้นช้า ถึงแม้จะช่วยให้น้ำตาลเป็นปกติแล้ว เนื่องจากสมองถูกทำลายไปบางส่วน ควรพบแพทย์ที่รักษาในเวลาต่อมา ผู้ป่วยเองควรรับทราบอาการและสาเหตุด้วยตนเองเสมอ
เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากขาดยา มักจะกระหายน้ำมาก ปัสสาวะมากทั้งกลางวันและกลางคืน อาจเกิดอาการซึมลง และหมดสติได้เช่นกัน ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันท่วงทีและถูกต้อง เกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้ ต้องได้รับสารน้ำทดแทนและดูแลใกล้ชิดจากแพทย์ผู้รักษาโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคหัวใจ และหลอดเลือดร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากเบาหวานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับสามของโรคที่ ไม่ติดเชื้อที่เป็นอันตรายกับชีวิต ค่ารักษาพยาบาลก็จะมีมากจากสาเหตุอื่น ได้แก่ โรคแทรกต่างๆ จากเบาหววานที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคไตวาย โรคอัมพาตจากเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน จอประสาทตาเสื่อมถึงขั้นตาบอด หรือต้องสูญเสียอวัยวะ เช่น ขา ผู้ใกล้ชิดและผู้ป่วยเองต้องให้ความสำคัญและป้องกันมิให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ที่มา : วารสารจากโรงพยาบาล ไทยนครินทร์
| อาหารเพื่อสุขภาพ | ยาน่ารู้ | ฟ.ฟัน | Exercise | Cosmetic&Beauty | จิตวิทยาและเพศศึกษา | อนามัยเด็ก | แพทย์รอบโลก |
|
This homepage creates by Internet Designer & Consultant Co.,Ltd.